23/11/2018
โดย Champ Milework

ระวัง โช๊คอัพ รถยนต์ พัง! ใช้รถต้องดู-รู้ก่อนเสียเงินซ่อม

โช๊คอัพ รถยนต์ มีกี่แบบ , เลือกยังไง , เช็คยังไงว่าเสีย , ซ่อมหรือเปลี่ยนดี...?

สวัสดีท่านเจ้าของรถทุกท่านครับ วันนี้ “Milework” จะมาเคลียข้อสงสัยให้ได้ทราบกัน เรียกได้ว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว “คุณต้องอยากรีบกลับไปเช็ครถของคุณเลยที่เดียว”

ว่ากันเรื่องการใช้รถยนต์ในทุกๆวัน เราๆท่านๆ มักจะดูแลรถแค่การไป ล้าง อัด ฉีดในวันหยุดเพียงเท่านั้น บางครั้งละเลยระบบต่างๆที่สำคัญนั่นคือ ระบบช่วงล่าง ที่นอกจากจะช่วยเรื่องความนุ่มนวลแล้ว ท่านรู้หรือไม่ครับ? อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนหลายครั้ง เป็นเพราะระบบช่วงล่างของรถมีปัญหา ฉะนั้นอีกความสำคัญหนึ่งก็คือ "ยึดรถกับผิวถนนและช่วยเรื่องการทรงตัวของรถ" นั่นเอง

โดยทั่วไปอาจจะมีหลากหลายชนิด แต่หลักการทำงานไม่แตกต่างกันนัก ซึ่งลักษณะการทำงานในปัจจุบัน มีอยู่ 2 จังหวะ คือ จังหวะยืด และ จังหวะยุบ พูดง่ายๆว่า ในขณะขับขี่ช่วงล่างจะคอยผ่อนแรงขณะยุบและยืดตัวอยู่ตลอดเวลา ช่วยป้องกันไม่ให้ขณะเบรคกระทันหันแล้วหน้ารถทิ่มลง

โช๊คอัพ รถยนต์ โช๊ค โช๊คอัพ โช๊ครถยนต์ โช๊ครถกระบะ โช๊ครถเก๋ง

เช็คราคาโช๊คอัพ คลิ๊ก


มีกี่แบบ

เราอาจเคยได้ยิน แบบเดิมๆ กับ แบบแต่ง ก็อาจมีคำถามสำหรับคนที่ใช้รถทั่วๆไปอย่างเราๆว่ามีด้วยหรือ? แล้วที่ว่าแบบเดิมกับแต่ง ต่างกันยังไง? แล้วจำเป็นต้องเปลี่ยนไหม ? ก็จะบอกแบบนี้ครับว่าอาจจะไม่จำเป็นในกรณีที่ท่านขับขี่บนท้องถนนในเมือง ซึ่งแบบแต่งนั้นจะนิยมในกลุ่มนักแต่งรถยนต์ หรือนักแข่งสายซิ่งที่ต้องการเพิ่มสมรรถนะของรถในการขับขี่ การยึดเกาะถนน อย่างนั้นมาดูกันว่าของเดิมๆ มีกี่แบบ

1. ชนิดกระบอกเดี่ยว (Mono Tube)

ลักษณะของกระบอก จะเป็นชิ้นเดียวตามชื่อ แต่แบบเดี่ยวนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง-ทนทานสูง สามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี หากตัวกระบอกไม่แข็งแรงพอ แน่นอนว่าจะมีปัญหาในการรับแรงจากรถทั้งคันรวมถึงแรงจากพื้นขณะขับขี่ อาจทำให้กระบอกเบี้ยวผิดรูป แต่แค่ทนทานอย่างเดียวก็คงจะไม่พอ วัสดุที่ใช้ผลิตยังต้องมีน้ำหนักเบาอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักซิ่ง นักแต่งรถ จึงทำให้มีราคาแพงกว่าแบบอื่น

2. ชนิดกระบอกคู่ (Twin Tube)

เป็นแบบที่ใช้งานกันอยู่ทั่วไป ที่เรียกว่ากระบอกคู่ ก็เพราะว่าด้านในเป็นกระบอกสองชั้น (มีการทำงานของกระบอกที่ซับซ้อนกว่าแบบ Mono Tube พอสมควร) กระบอกด้านในทำหน้าที่เป็น “กระบอกสูบ” ซึ่งมีน้ำมันที่ออกแบบมาเป็นพิเศษบรรจุไว้ด้านใน ส่วนช่องว่างด้านนอก จะเป็น “ช่องสำรองน้ำมัน” แบ่งเป็นอีก 2 แบบ คือ แบบน้ำมันอย่างเดียวเรียก “ชนิดกระบอกคู่-แบบน้ำมัน” จะมีน้ำมันบรรจุประมาณ 2 ใน 3 ที่เหลือจะเป็นอากาศ การที่บรรจุน้ำมันในปริมาณที่มากช่วยในเรื่องการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล อีกชนิดที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ ชนิดกระบอกคู่-แบบแก๊ส” ก็จะบรรจุ “แก๊ส” ไว้ในช่องน้ำมันสำรองนี้ด้วย โดย"แก๊ส"นี้จะช่วยในการตอบสนองที่รวดเร็วทั้งการคืนตัวเร็ว-ยุบตัวช้า แต่จะมีความแข็งมากกว่าแบบน้ำมัน (แก๊สพยายามดันสู้ตลอดเวลา) ก็ได้เรื่องการเกาะถนนที่ดี ลดอาการโคลงตัว แต่ความนุ่มนวลก็จะน้อยลงกว่าแบบน้ำมัน

สรุปจุดเด่นของ ชนิดกระบอกคู่ คือ ต้นทุนการผลิตถูกกว่า ตัววัสดุไม่จำเป็นต้องทนทานเหมือน ชนิดกระบอกเดี่ยว เพราะกระบอกสูบจริงๆ นั้นอยู่ด้านใน ด้านนอกเป็นช่องน้ำมันสำรอง จึงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องความแข็งแรง ทำให้ราคาไม่สูงมาก จึงได้รับความนิยมและใช้กันอยู่ทั่วไป

โช๊คอัพ รถยนต์ โช๊ค โช๊คอัพ โช๊ครถยนต์ โช๊ครถกระบะ โช๊ครถเก๋ง

อ๋อ!เขาทำกันแบบนี้นี่เอง!

โช๊คอัพเทียบ คุณภาพดี TOKIKO คลิ๊ก :https://www.milework.com/shock-up/?features_hash=37-49610

แถมสำหรับคนที่สนใจ โช๊คอัพ รถยนต์ แบบแต่ง จะแบ่งเป็น 3 แบบ

1.ชนิดปรับความสูงไม่ได้

ลักษณะเหมือนของเดิมๆที่ติดมากับรถ เพียงแต่มีการพัฒนาให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้น หนึบแน่นยึดเกาะผิวถนนได้ดีขึ้น ซึ่งสังเกตว่าจะไม่สามารถปรับความสูงได้ เบ้าสปริงจะมีขนาดใหญ่เท่าของเดิมที่ผลิตจากโรงงาน เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความหนึบโดยเฉพาะ และพอใจกับระดับความสูงจากพื้นของตัวรถ ไม่ต้องการให้โหลดหรือยกสูงมากไป

2.ชนิดสตรัทปรับเกลียว

ได้รับความนิยมพอสมควร บริเวณเบ้าสปริงสามารถปรับให้สูง-ต่ำได้ตามที่เจ้าของรถพึงพอใจ มีสปริงทรงกระบอก เรียกว่า สปริงหลอด ที่ปรับความแข็งหรือเรียกว่า “ค่า K.” ได้ ส่วนขนาดก็มีหลากหลายให้เลือก ซึ่งจะเห็นได้ว่าพัฒนามาจากแบบแรกนั่นเอง เป็นที่นิยมมากที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ตบ้านเรา

3. ชนิดสตรัทปรับเกลียว-แบบสไลด์กระบอก

แบบสไลด์กระบอก สามารถปรับความสูงที่ตัวกระบอกได้เลย ไม่ต้องไปยุ่งยากปรับที่เบ้าสปริงแล้ว ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการปรับความสูง แต่การปรับให้สมรรถณะการทำงานโดยรวมออกมาดีนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร นักซิ่งที่ใช้รถในการแข่งต้องการสมรรถนะสูงๆทำให้อายุการใช้งานของรถสั้นลง การปรับความสูงของสปริงก็จะยากขึ้นตามสภาพของรถ

สรุปของแต่ง มีประโยชน์อย่างไร

ดูแล้ว ถ้าเราๆท่านๆ ขับในเมืองทั่วไป คงไม่จำเป็นต้องไปปรับเปลี่ยนของเดิมๆ จะเปลี่ยนอีกครั้งก็เปลี่ยนตามสภาพของอะไหล่ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ส่วนนักแข่ง สายซิ่ง ที่จำเป็นต้องเพิ่มสมรรถนะให้รถก็เห็นจะหลีกหนีไม่ได้ แต่ข้อระวังคงเป็นเรื่อง “การโหลดรถโดย “ตัดสปริง” ที่จำเป็นต้องใช้ช่างมีฝีมือในการทำและตรวจเช็คอย่างละเอียดก่อนใช้จริง เนื่องจากมีโอกาสที่กระบอกสูบจะหักได้ขณะที่ใช้งาน

โช๊คอัพ รถยนต์ โช๊ค โช๊คอัพ โช๊ครถยนต์ โช๊ครถกระบะ โช๊ครถเก๋ง

อายุการใช้งาน

อะไหล่รถยนต์ ทุกชิ้นส่วนก็มีอายุการใช้งานของมัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่จะทำให้อายุของอะไหล่สั้นลง เช่น สภาพท้องถนน , ลักษณะการขับขี่ , น้ำหนักบรรทุก , การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ (อ่านเรื่องวิธีลดค่าซ่อม อะไหล่รถยนต์ ในอนาคต > https://www.milework.com/blog/autopart-car-maintenance)

ถ้าพูดถึงอายุการใช้งานของ โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 3 ปี ถ้าคิดเป็นจำนวนกิโลเมตรก็อยู่ระหว่าง 60,000 – 100,000 ก.ม. แต่นี่เป็นเพียงแค่การประเมินอายุการใช้งานเพียงคร่าวๆเท่านั้น ส่วนปัจจัยหลักๆก็อย่างที่บอกครับ ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถด้วย ถ้าปกติรถใหม่ ใช้งานที่ 25,000 ก.ม. แล้วเราต้องนำรถเข้าไปเช็คที่ศูนย์บริการสักหน่อยว่า ระบบช่วงล่างยังรับแรงกระแทก ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของตัวรถขณะรถวิ่ง และช่วยให้รถยนต์เกาะถนนขณะเข้าโค้งได้ดีอยู่หรือไม่

อาการชำรุด

พูดถึงอาการชำรุดกันบ้าง เมื่อรถของคุณผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานพอสมควร ขณะขับขี่ผ่านผิวรอยต่อถนนหรือขึ้นเนินหลังเต่า จะรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่มากผิดปกติ หรือขณะขับรถขึ้นสะพานจะรู้สึกแปลกๆ ว่ารถมีอาการกระโดด ขับลงทางชันจะมีอาการกระเด้ง ขณะขับรถผ่านพื้นผิวที่เป็นแอ่งกระทะ ความเร็วประมาณ 70-80 ก.ม./ช.ม. จะมีความรู้สึกได้ว่ารถมีอาการเหินเล็กหน่อย จากอาการข้างต้นนี้ สามารถบอกได้ว่าคุณควรเช็คสภาพหรือเปลี่ยน โช๊คอัพ รถยนต์ ใหม่ได้เเล้ว

โช๊คอัพ รถยนต์ โช๊ค โช๊คอัพ โช๊ครถยนต์ โช๊ครถกระบะ โช๊ครถเก๋ง

ตรวจเช็คสม่ำเสมอ

ระบบช่วงล่างทำงานหนักมากๆ เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ทั้งรองรับแรงกระแทกแรงสั่นสะเทือนจากหลุม บ่อ คอสะพาน บนถนน ช่วยทำให้การขับขี่นุ่มนวลและช่วยทำให้เราควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ อย่างนั้นเรามาตรวจสอบรถของเรากันสักหน่อยว่ายังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่ ?

1.ตรวจสอบการคืนตัว

เราสามารถตรวจสอบการคืนตัวของรถยนต์ได้ง่ายๆ เพียงใช้มือกดรถยนต์บริเวณมุมที่ต้องการทดสอบ ออกแรงกดสัก 5 ครั้ง เพื่อสังเกตการคืนตัวของรถ หากการคืนตัวที่ค่อนข้างไวแสดงว่ายังปกติอยู่

2.ตรวจสอบรอยรั่ว

สังเกตรอยรั่วของน้ำมันบริเวณข้อต่อต่างๆ หากพบคราบน้ำมันไหลออกมาจากกระบอก ก็มีโอกาสที่กระบอกจะรั่วได้ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานนั้น ลดลงไปเพราะน้ำมันที่ช่วยสร้างความนุ่มนวลพร่องไปจากเดิม

3.สังเกตรูปทรง

แน่นอนว่าโดยปกติจะเป็นรูปทรงกระบอกแบบสมมาตร แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่าแล้วผิดเพี้ยนไป ก็ไม่ต้องสงสัยครับอาจจะตกหลุมใหญ่ๆมา หรือได้รับแรงกระแทกหนักๆจนผิดรูปทรง การเปลี่ยนใหม่อาจจะเป็นทางเลือกแรกๆ ของปัญหานี้ครับ

4.ดอกยางที่ล้อข้างใดข้างหนึ่งสึกผิดปกติ

ลองเช็คหน้ายางที่รถของคุณครับ ว่าดอกยางด้านไหนมีอาการสึกผิดปกติหรือไม่! หากสังเกตุพบร่องรอยการสึกที่ไม่สม่ำเสมอจากล้อข้างที่สงสัย อาจหมายความว่า ข้างนั้นๆของคุณน่าจะมีปัญหา

5.รู้สึกแปลกๆขณะออกตัว-เบรค

ลองสังเกตเมื่อออกตัวและเบรคขณะขับขี่ด้วยความเร็วปกติ หากพบว่าในห้องโดยสารมีการสั่นสะเทือนมากกว่าปกติ เวลาขับรถขึ้นเนินหรือลูกระนาดจะพบว่ามีการกระเด้งขึ้น-ลง จนรู้สึกได้ว่าไม่นิ่มนวลอย่างที่ควรเป็น ให้รีบตรวจสอบโดยทันทีครับ

6.รถมีอาการเหิน-ร่อน

ขณะขับรถด้วยความเร็ว รู้สึกว่ารถมีอาการเหินน่าจะเป็นที่ โช๊คอัพ รถยนต์ บางตัวมีการชำรุดจนไม่สามารถควบคุมสมดุลของรถได้เหมือนตัวอื่นๆ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ให้รีบนำรถไปตรวจเช็คที่ศูนย์หรืออู่จะดีที่สุด

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว รีบไปตรวจเช็ครถของเรากันสักหน่อย เพราะระบบช่วงล่างเป็นจุดที่ต้องรับแรงกระแทกจากด้านล่าง และด้านบนอยู่ตลอดเวลา หากตรวจพบความผิดปกติควรรีบไปเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ในทันที เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความนิ่มนวลในการขับขี่ ยังเป็นเรื่องปลอดภัยของตัวคุณเองด้วย

โช๊คอัพ รถยนต์ โช๊ค โช๊คอัพ โช๊ครถยนต์ โช๊ครถกระบะ โช๊ครถเก๋ง

คำถามยอดฮิต

เมื่อรู้แล้วว่า โช๊คอัพ รถยนต์ คือ อะไหล่สำคัญของระบบช่วงล่าง ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งหรือรถกระบะ ยิ่งสภาพถนนบ้านเราแล้วมีโอกาสมากที่อะไหล่บางชนิดจะสึกหรอเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง นี่จะเป็น 5 คำถาม ที่เรามักสงสัยไปดูกันว่าจะมีคำถามไหนตรงกับใจเราบ้างรึป่าว ?

1.ควรซ่อมหรือเปลี่ยนดีกว่ากัน ?

ตอบ อาจตอบได้ทั้ง 2 แบบครับ ให้ดูอาการจะดีกว่า เช่น ใช้ยังไม่ถึงปีแต่มีการรั่วซึมของน้ำมันด้านใน ก็มีช่างที่รับซ่อม แต่ถ้าอายุ 5 ปีขึ้นไป การทำงานไม่ดีเหมือนเดิม กดลงไปไม่คืนตัวหรือคืนตัวช้ามาก ก็แนะนำให้เปลี่ยนครับ

2. ต้องตั้งศูนย์รถใหม่ด้วยหรือไม่?

ตอบ อาจไม่จำเป็นต้องตั้งศูนย์หากเปลี่ยนแบบทั่วไป แต่ถ้าจะยกสูงหรือโหลดต่ำลงก็แนะนำว่าต้องตั้งศูนย์ด้วยครับ

3. ทำไมราคาถึงมีราคาไม่เท่ากัน แล้วต่างกันยังไง ?

ตอบ จะถูกหรือแพง ส่วนมากอยู่ที่แบรนด์ของอะไหล่ เทคโนโลยีใหม่ๆ และวัสดุในการผลิตครับ ลองพิจารณาจากการใช้รถยนต์ของท่านแล้วกันว่าตรงไหนจะเหมาะสมที่สุด

4. ใช้รถนานแค่ไหนถึงได้เวลาปลี่ยน ?

ตอบ อายุการใช้งานส่วนใหญ่อยู่ที่ 5 ปี หรือประมาณ 50,000 ก.ม. (ประมาณ 1 หมื่น ก.ม./ปี) ทั้งนี้อยู่ที่การใช้งานของท่านด้วย เช่น ขนของหรือบรรทุกของหนักๆ , ให้บริการ Taxi , ขับระยะทางไกลบ่อยๆ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้อายุของอะไหล่สั้นลง

5. แบบแก๊ส หรือ น้ำมัน แบบไหนดีกว่ากัน ?

ตอบ นิยามอย่างง่ายของแต่ละแบบ ดังนี้ครับ แบบแก๊ส จะให้ความกระด้างมากกว่าถ้าคุณชอบขับรถที่ใช้ความเร็วสูง ไม่ค่อยแตะเบรค แบบแก๊สน่าจะตอบโจทย์มากที่สุด ส่วนแบบน้ำมัน จะให้ความนุ่มนวลในการขับมากกว่า เหมาะกับขับรถในเมืองที่ใช้ความเร็วต่ำ

โช๊คอัพ รถยนต์ โช๊ค โช๊คอัพ โช๊ครถยนต์ โช๊ครถกระบะ โช๊ครถเก๋ง

ขอบคุณที่อ่านบทความนี้จนจบครับ หวังว่าท่านจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่นะครับ

บทความน่าสนใจ เกี่ยวกับ โช๊คอัพ รถยนต์

วิธีลดค่าซ่อม อะไหล่รถยนต์ ในอนาคต

รู้หรือยัง? โช๊ครถยนต์ เสีย แย่กว่าที่คิด:(