"แอร์รถยนต์เสีย" ไม่อยากจ่ายแพง ทำอย่างไร?

09/08/2019
โดย Champ Milework

อากาศประเทศไทยร้อนตับแล่บ ทะลุ 40 องศาขนาดนี้

คุณคงไม่อยากขับเตาอบวิ่งได้ใช่ไหม? ใครมีรถยนต์ก็โชคดีไปยิ่งแอร์รถยนต์เย็นฉ่ำต่อให้รถยนต์ติดก็นั่งฟิน ฟังเพลงชิวๆได้นานสองนาน แต่ถ้าวันหนึ่งเกิด “แอร์รถยนต์ทรยศเรา” ล่ะ คงได้มีหัวร้อนกันระหว่างทางแน่ๆ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าแอร์ทำงานไม่ปกติ?



ระบบแอร์รถยนต์ที่เราเห็นกันทุกวันนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องสร้างอากาศเย็นแต่จริงๆแล้วแอร์รถยนต์ทำหน้าที่ดึงเอาความร้อนและความชื้นออกจากอากาศภายในรถยนต์ของคุณการเข้าใจรถบบแอร์รถยนต์จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจซ่อมระบบแอร์รถยนต์ได้ถูกจุดตรงประเด็น คุณมีวิธีการสังเกตและจัดการซ่อมแซมอย่างไร ให้แอร์รถยนต์กลับมาเย็นใหม่ชื่นใจได้อีกครั้งโดยใช้เงินน้อยที่สุด เพราะถ้าแก้ผิดจุดก็อาจเสียเงินโดยใช่เหตุวันนี้ Milework ขอแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการไล่เช็คหาจุดเสียของระบบแอร์รถยนตโดยไล่เรียงความเป็นไปได้จากจุดต่อจุด ระบบแอร์รถยนต์ของคุณประกอบด้วยส่วนต่างๆดังต่อไปนี้



1.Compressor หรือ คอมแอร์

ที่ช่วยดูดซับความร้อนออกจากอากาศ ซึ่งจะทำงานโดยสายพานเครื่องยนต์ เจ้าตัว Compressor นี้จะมีคลัตช์ไฟฟ้าสำหรับเริ่มและตัดการทำงาน สังเกตง่ายๆ หากเราต้องการอากาศเย็นแอร์รถยนต์จะทำงานตลอดไม่ค่อยตัดในทางตรงข้ามหากเราต้องการอุณหภูมิไม่เย็นมากแอร์จะตัดบ่อยนั่นเอง

เช็คราคาคอมแอร์ คลิ๊ก https://www.milework.com/cooling-and-heating/compressor/



2.Condenser หรือ คอยล์ร้อน

มีลักษณะคล้ายหม้อน้ำขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ารถยนต์ใกล้กับหม้อน้ำปกตินั่นเองสำหรับรถบางรุ่นตัวCondenser จะมีพัดลมระบายความร้อนเป็นของตัวเองด้วยลมร้อนที่บีบอัดและไหลผ่าน Condenser จะเย็นลง

เช็คราคารังผึ้งแอร์ คลิ๊ก https://www.milework.com/cooling-and-heating/evaporator-coil/





3.Evaporator หรือ คอยล์เย็น

มีลักษณะเป็นแผง โดยการทำงานคืออากาศจะไหลผ่านขดลวดทำความเย็นเพื่อทำให้อากาศเกิดความเย็นก่อนจะพัดเข้าสู่ห้องโดยสาร

เช็คราคาคอยล์เย็น คลิ๊ก >>>https://www.milework.com/cooling-and-heating/cooling-coil/


4.Thermal expansion valve

การควบคุมอุณหภูมิของอากาศ AC System จะมีระบบวาล์วที่ควบคุมการไหลของน้ำยาแอร์สู่คอยล์เย็นให้เป็นไปตามการปรับแอร์ของเราว่าต้องการเย็นมาก เย็นน้อย




5.Dryer ไดเออร์แอร์

เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานโดยการดักจับความชื้นออกจากอากาศเพื่อความปลอดภัยของระบบแอร์รถยนต์ของคุณการทำงานของ Dryer จะใช้สารเคมีจำพวกสารดูดความชื้น การติดตั้งโดยไม่ระมัดระวัง หรือการรั่วเพียงเล็กน้อยสามารถก่อให้เกิดน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระบบแอร์รถยนต์ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งระบบ นอกจากนั้น Dryer ยังมีตัว Filterที่ใช้ดักจับสิ่งปนเปื้อนอื่นๆที่อาจก่ออันตรายกับระบบแอร์รถยนต์คุณ

เช็คราคาไดเออร์แอร์ คลิ๊ก >>>> https://www.milework.com/cooling-and-heating/receiver-drier/





หรือสามารถสังเกตด้วยตัวเองได้ตามข้อดังต่อไปนี้


1.น้ำยาแอร์ขาด

น้ำยาแอร์รถยนต์หมดหรือขาด เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งเพราะขาดการตรวจสอบน้ำยาแอร์อาจทำให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ไม่เพียงพอในการเพิ่มแรงดันเข้าแผงคอยล์เย็น และไม่มีน้ำยาแอร์ไปดูดจับความร้อนภายในตัวรถทำให้แอร์รถยนต์ไม่เย็น ลมที่ได้ออกมาก็เป็นแค่เพียงแค่ลมเท่านั้น อันดับแรกเราสามารถไปหาช่างแอร์รถยนต์และวัดแรงดันน้ำยาแอร์ก่อนหากขาดให้เติมน้ำยาแอร์และตรวจเช็คน้ำมันคอมเพรสเซอร์ แอร์ถึงจะกลับมาเย็นชื่นใจอีกครั้งหนึ่ง


2.การรั่วซึมของแผงคอยล์เย็นหรือตู้แอร์รถยนต์ สายท่อแอร์และข้อต่างๆ

หลังจากเพิ่งเติมน้ำยาแอร์ไปไม่นาน แต่แอร์กลับมาร้อนอีก เราสามารถเดาได้เลยว่าต้องมีจุดใดจุดหนึ่งของระบบน้ำยาแอร์รั่วแน่ๆ หากการรั่วซึมเกิดในจุดที่คุณสังเกตเห็นได้ คุณสามารถตรวจได้เองโดยการใช้สบู่หรือผสมกับแชมพูตีให้ขึ้นฟองแล้วน้ำไปทาตรงท่อต่าง ๆ ของระบบแอร์ ถ้าเห็นฟองอากาศแสดงว่ามีการรั่วซึมตามรอยต่อนั่นเองการแก้ไขที่ประหยัดเงินที่สุดคือให้ช่างแอร์เชื่อมจุดที่รั่ว แล้วลองวิ่งดูก่อน อาจจะใช้งานไปได้อีกนาน


3.ระบบแผงระบายความร้อนหรือพัดลมหน้าแผงคอยล์ไม่ทำงาน

เกิดจากแผงคอยล์ร้อนสกปรกไปอุดตันและระบบระบายความร้อนทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรจึงทำให้น้ำยาที่ส่งเข้าไปที่คอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูง ส่งผลให้แอร์รถยนต์ไม่ทำงาน การแก้ไขปัญหาคือการเช็คคอมเพรสเซอร์แอร์เมื่อรู้สึกว่าคอมเพรสเซอร์นั้นไม่ทำงาน หรือทำความสะอาดแผงคอยล์ร้อนเมื่อแผงคอยล์ร้อนสกปรกเพื่อลดการอุดตันและให้กลับการทำงานระบายความร้อนของน้ำยาแอร์รถยนต์ได้ดียิ่งขึ้น


4.ลูกสูบในคอมเพรสเซอร์หลวม

ลูกสูบในคอมเพรสเซอร์หลวม สังเกตได้จากติดเครื่องรถยนต์แล้วเปิดแอร์ แอร์นั้นจะเย็นบ้างไม่เย็นบ้างแต่หากลองเร่งเครื่องยนต์แล้วแอร์เย็นขึ้นมา นั่นแสดงว่าลูกสูบในคอมเพรสเซอร์มีอาการหลวมนั่นเอง ซึ่งในกรณีที่คอมเพรสเซอร์หลวมนั้นจะทำให้ระดับแรงดันของน้ำยาแอร์ที่ออกมาจากคอมเพรสเซอร์มีน้อย ส่งผลให้แรงดันของน้ำยาแอร์ที่ฉีดเข้าไปที่คอยล์เย็นก็มีปริมาณที่น้อยตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้ระบบแอร์ไม่เย็น การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนลูกสูบใหม่ซึ่งลูกสูบนั้นไม่นิยมซ่อมกันเพราะด้วยราคาที่จะใช้ซ่อมนี้พอ ๆ กับเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ใหม่


5.วาล์วและดรายเออร์อุดตัน

วาล์วและดรายเออร์อุดตัน ส่งผลให้น้ำยาแอร์เข้าผ่านแผงคอยล์ได้ไม่เต็มที่การดูดจับความร้อนภายในตัวรถจึงไม่มีประสิทธิภาพ สังเกตได้จากอุณหภูมิในตัวรถที่เดี๋ยวเย็นบ้าง ร้อนบ้างหรืออาจเย็นเลยก็ได้แต่หลัก ๆ เลยนั้นก็คือ มีเสียงดังจากตู้แอร์รถยนต์ ตรวจเช็คได้โดยสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ แต่แอร์มีความเย็นที่ไม่มากและไม่เย็นเลยแต่เมื่อเร่งเครื่องยนต์แล้ว แอร์รถยนต์ จะมีความเย็นทันที แสดงว่า ชุดวาล์ว และดรายเออร์เกิดการอุดตันหรือเสื่อมคุณภาพไปแล้ววิธีการแก้ไขคือให้ถอดเปลี่ยนชุดวาล์วและดรายเออร์ใหม่ ซึ่งต้องเปลี่ยนพร้อมกัน เพราะทั้งสองทำงานร่วมกัน เมื่อวาล์วแอร์อุดตันนั่นก็แปลว่าดรายเออร์ชำรุดตามไปตามแล้วนั่นเอง


6.เกิดอาการหย่อนของสายพานคอมเพรสเซอร์

สายพานคอมเพรสเซอร์หย่อนนั้นสังเกตได้จากเสียงของสายพานจะดังขึ้นเมื่อคอมเพรสเซอร์เริ่มทำงานส่งผลให้แอร์รถยนต์ไม่เย็นอีกด้วย ซึ่งเสียงที่ดังขึ้นนั้นเกิดจากที่พอคอมเพรสเซอร์เริ่มทำงาน สายพานที่รับกำลังจากเครื่องยนต์ฉุดให้คอมเพรสเซอร์หมุนนั้นมีอาการฟรี เลยไม่สามารถทำให้คอมเพรสเซอร์หมุนได้นั่นเอง การแก้ไขปัญหาตรงนี้ก็คือปรับระดับสายพานให้ตึงขึ้น ถ้าสายพานมีรอยแตกหรือฉีกขาดควรเปลี่ยนเส้นใหม่ทันที


7.คลัตซ์ลื่น หรือคลัตซ์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท

คลัตช์ลื่น หรือคลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท ทำให้ปริมาณกระแสไฟฟ้าน้อยเกินไปไม่เพียงพอที่จะส่งมาที่คลัตซ์คอมเพรสเซอร์ได้ เป็นเหตุให้คอมเพรสเซอร์ทำงานไม่สม่ำเสมอ เกิดการทำงานสะดุด แอร์รถยนต์จึงเย็นบ้างไม่เย็นบ้างวิธีแก้ไขปัญหาคือทำการปรับแต่งหน้าคลัตซ์ให้เรียบเสมอ และตั้งระยะคลัตซ์ใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่พอประมาณ จึงต้องทำการบ้านหาช่างผู้เชี่ยวชาญหรือร้านค้าที่น่าไว้วางใจให้สมกับเงินที่จะเสีย


8.การใช้น้ำยาแอร์ผิดประเภท

เกิดขึ้นได้จากน้ำยาแอร์ปลอม ซึ่งน้ำยาแอร์รถยนต์ที่ปลอมปนเปื้อนจะทำให้ระบบบบแอร์รถยนต์เสียประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำ ส่งผลให้แอร์รถยนต์ไม่เย็น น้ำยาแอร์ที่ปนเปื้อนอาจทำให้ความดันในระบบแอร์รถยนต์เพิ่มมากขึ้นอุปกรณ์ต่างๆ เลยไม่สามารถทนแรงดันที่สูงกว่ามาตรฐานที่บริษัทผู้ผลิตออกแบบไว้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ต่างๆหรืออายุการใช้งานสั้นกว่าปกตที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คืออาจเกิดการระเบิดขึ้น เพราะความดันที่เพิ่มสูงนั้น ส่งผลให้คลัตช์ของคอมเพรสเซอร์มีความร้อนสูงเกินไป วิธีการแก้ไขคือหาช่างหรืออู่ที่น่าไว้วางใจ ดูรีวิวต่างๆในอินเทอร์เน็ต ถ้ามีคนเคยไปใช้บริการแล้วหลายคนและไม่มีปัญหาอะไร ก็น่าจะเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง หรือเพื่อความมั่นใจแนะนำให้เข้าศูนย์บริการมาตรฐานของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ




จบไปแล้วกับวิธีการสั่งเกตอาการเสียของ “แอร์รถยนต์” ที่ Milework ศูนย์รวมอะไหล่ยนต์ออนไลน์ เอามาฝากทุกคน แต่อย่าลืมว่าแอร์รถยนต์จะเย็นหรือไม่เย็นนั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละบุคคล โดยระบบแอร์รถยนต์ต้องทำงานปกติไม่มีการรั่วซึมของคอมเพรสเซอร์แอร์หรือขาดการระบายความร้อนจากพัดลม เพียงเท่านี้ แอร์รถยนต์ของคุณก็จะเย็นฉ่ำ สบายใจเฉิบแล้ว

เช็คราคาคอมแอร์ คลิ๊ก >>https://www.milework.com/cooling-and-heating/compressor/

ความคิดเห็น

มีน้ำรั่วออกมาจากใต้คอนโซนตรงที่นั่งข้างคนขับทำให้รถเหม็นอับ จะแก้ไขอย่างไรดีคะ?

ผมเคยเจอ งงกว่า รถป้ายแดงตอนนั้นน่าจะ4ปี แอร์ไม่เย็น เข้าร้าน โชคดีเจอร้านดี
จัดการต่อสายเช็ค ปล่อยน้ำยาแอร์ออกนิดนึง เย็นปกติเหมือนเดิม ร้านบอกมีอาการน้ำยาแอร์ขยายตัวเองเลยเยอะเกินไป เลยต้องปล่อยออกหน่อยนึง คิดค่าทำ20บาท ผมเลยให้ไปเลย50บาท

ใช้งานมา 3 ปี++ โดยมาก คอยล์เย็น (ตู้ตัวทำความเย็นในรถ) มักจะรั่วครับ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งตู้ เพราะสภาพตัวมันจะสึกทั้งแผงจนโทรม
วิธีแก้ง่ายๆ ก็ ทุกครั้งก่อนถึงที่หมาย ราวๆ 5 นาที ให้ปิดแอร์คอม (Off สวิทช์แอร์คอม) แล้วเปิดพัดลมแรงสุด เพื่อเป่าคอยล์เย็นให้แห้ง ไม่มีให้แฉะคาไว้หลายๆ ชั่วโมง มันจะอยู่ได้นานขึ้น
รถผมคันปัจจุบัน อายุ 8 ปีแล้ว ใช้วิธีนี้ แอร์ยังไม่รั่วเลยครับ

เคยเจอแอร์ไม่เย็น. ล้างตู้หาย

ได้ความรู้เพิ่มขอบคุณครับที่แบ่งปัน (แต่ก็สนใจบอร์ดปาเป้าข้างหลังด้วย ) อิอิ

ส่วนใหญ่เป็นคอมแอร์คับ บางรุ่นบอบบางมาก
แสดงความคิดเห็น