10 เทคนิคการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์ ที่มือใหม่ก็ทำได้

08/04/2019
โดย Champ Milework

รอบ รู้ เรื่อง รถ : รถยนต์สามารถใช้งานได้ถึง 1 ล้านกิโลเมตรแบบสบายๆ อะไรคือเคล็ดลับ? 

 

 

คงไม่มีใครสนใจอ่านคู่มือการใช้งานรถอย่างจริงๆจังๆ ส่วนใหญ่เพียงแค่ขับไปเรื่อยๆ เท่าที่ยังเติมน้ำมันแล้วรถวิ่งไปได้

ถ้าเป็นรถใหม่ก็คงยังวิ่งได้อีก 2-3 ปี  แต่ถ้าไม่ดูแลเลยก็อาจส่งผลให้รถสุดที่รักของเราน๊อคได้เลยทีเดียว

อายุการใช้งานรถยนต์จะยืนยาวเพราะการ “ดูแลและบำรุงรักษารถยนต์” คำเดียวเท่านั้น

วันนี้ทีมงาน Milework จะมาแชร์ 10 วิธีการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์ที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงิน

พร้อมทั้งยืดอายุการใช้งานให้รถของคุณ

 

1. เช็คน้ำมันต่างๆ พื้นฐานสำคัญ คือ การดูแลของเหลวต่างๆ ที่อยู่ในรถบบของรถให้อยู่ในสภาพดี

เช่น น้ำมันเครื่องและกรองน้ำมันเครื่อง เพราะน้ำมันเครื่องมีหน้าที่หล่อลื่นเครื่องยนต์ ลดแรงเสียดทาน

ทำให้เครื่องลื่นไหลไม่ติดขัด ช่วยลดความร้อน แต่น้ำมันที่เราเติมเข้าไปนั้นมีตะกอนอยู่

ถึงจะน้อย...แต่นานวันไป  สะสมเรื่อยๆ ถึงแม้จะมีกรองน้ำมันเครื่องแต่ก็ยังสามารถหลุดลอดเข้าไปได้

อีกทั้งยังคราบเขม่าต่างๆที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์

ดังนั้นควรดูแลเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองทุกๆ 5,000, 7,000 หรือ 10,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้

 

2. ทำความสะอาดหัวฉีด แน่นอนว่าน้ำมันนั้นมีกาก โดยเฉพาะน้ำมันจำพวก E20 และ E85 ที่เป็นน้ำมันที่เกิดจากการหมักของพืช

หัวฉีดน้ำมันโดยปกติจะฉีดเป็นฝอย แต่ถ้าหากหัวฉีดอุดตันแล้วล่ะก็เวลาฉีดน้ำมันจะไม่เป็นฝอย

ส่งผลให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์  สิ้นเปลืองน้ำมัน เครื่องสะดุด ดังนั้นเราจึงควรล้างหัวฉีดเป็นประจำทุกๆ 5,000 โล

โดยวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการใช้น้ำยาล้างหัวฉีด กรอกเข้าไปบริเวณที่เติมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งน้ำยาจะทำการเข้าไปล้าง

หัวฉีดผ่านการฉีดน้ำมันปกติ  น้ำยาล้างระบบจะผสมกับน้ำมันปกติ  และทำความสะอาดระบบเครื่องยนต์ผ่านการฉีดพ่น

เวลารถเดินเครื่อง

https://www.milework.com/?subcats=Y&pcode_from_q=Y&pshort=Y&pfull=Y&pname=Y&pkeywords=Y&search_performed=Y&pshort=Y&pfull=Y&pname=Y&pkeywords=Y&match=all&pcode_from_q=Y&pcode=Y&q=%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%89%E0%B8%B5%E0%B8%94&dispatch=products.search

แต่ถ้าวิ่งมานานแล้ว เช่น 100,000 กิโลเมตร ขึ้นไป น้ำยาล้างหัวฉีดอาจจะเอาไม่อยู่  ดังนั้นจึงควรจะถอดหัวฉีดมาล้างโดยช่าง

ผู้ชำนาญการค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท เท่านั้นเอง

 

3. เปลี่ยนสายพาน ไทม์มิ่ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่เชื่อมโยงส่วนต่างๆของเครื่องยนต์กับชุดวาวล์ ราวริ้น ข้อเหวี่ยง

ให้ระบบสัมพันธ์กัน  วาวล์ขึ้นลง ลูกสูบต้องอยู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง  ถ้าจะเดินทางไกลแล้วสายพานไทมมิ่งขาดกลางทาง

จะเกิดปัญหาใหญ่แน่ๆ

แต่สายพานนี้ทำจากยางดังนั้นจึงมีอายุการใช้งาน ควรเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่งทุกๆ 100,000 กิโลเมตร

สายพานไทม์มิ่งนี้ราคาไม่แพง  การเปลี่ยนนั้นคุ้มค่า เพราะค่าซ่อมระบบเครื่องนั้นแพงกว่ามาก

 

4. เช็คน้ำมัน พวงมาลัยพาวเวอร์ รถบางรุ่น โดยเฉพาะในรุ่นเก่าๆ นั้นมีปั๊มไฮโดรลิกพวงมาลัยพาวเวอร์ ซึ่งใช้น้ำมัน

พวงมาลัยพาวเวอร์ในการหล่อลื่น อย่าปล่อยให้น้ำมันส่วนนี้แห้งเป็นอันขาด เพราะจะทำให้พวงมาลัยหนัก สำหรับรถรุ่นใหม่ๆ

ที่ใช้พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า ไม่ต้องใช้น้ำมันพาวเวอร์

 

5. เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ต้องมีการเคลื่อนไหวและเสียดสี จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการหล่อลื่น เกียร์ถือเป็นส่วนที่

ใช้งานมากที่สุด ทั้งเรื่องของอุณหภูมิและการหล่อลื่นล้วนเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ผลิตรถยนต์ต่างแนะนำว่าควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์บ่อยๆ

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับเกียร์ การเช็คน้ำมันเกียร์สามารถดูที่สีได้ หากสีเริ่มคล้ำๆ แสดงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว

เวลาตรวจสอบน้ำมันเกียร์ควรจะตรวจสอบเวลาที่ติดเครื่องไว้ และเวลาเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ควรเปลี่ยนตามที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำ

บางคนนำน้ำมันเกียร์มาผสมสูตรใหม่ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งอาจไม่ได้มาตฐาน

 

6. เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็น สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามคือน้ำยาหล่อเย็น อันที่จริงแล้วสนิมเป็นอันตรายสำหรับเครื่องยนต์

และระบบปั๊มต่างๆ ควรเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นทุกๆ 100,000 กิโลเมตร หรือตรวจสอบคู่มือการใช้รถของท่าน

 

7. เติมน้ำมันเบรค การตรวจสอบสามารถเปิดดูได้บริเวณห้องเครื่อง น้ำมันเบรคควรอยู่ระหว่างขีด min และ max ซึ่งจะมีขีดไว้

การเปลี่ยนน้ำมันเบรคอาจไม่ได้ช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบเบรค แต่อาจได้ช่วยให้คุณรอดชีวิต เพราะน้ำมันเบรคที่อยู่ในสภาพ

ที่ดีจะช่วยให้เบรคสามารถหยุดรถได้มีประสิทธิภาพ หม้อลมเบรคมีหน้าที่ช่วยผ่อนแรงผู้ขับขี่ แม่ปั๊มเบรคมีหน้าที่

อัดน้ำมันเบรคให้ส่งไปที่ ดิสเบรค หรือ ดั๊มเบรค  (ถ้าไม่มีน้ำมันเบรค  จะไม่สามารถทำงานได้)  เมื่อเราเหยียบเบรควาวล์

อากาศจะเปิดให้อากาศภายนอกเข้ามาในรถบบเบรค  แกนเบรคจะดันลูกสูบเพื่ออัดน้ำมันไปยังดิสเบรคหรือดั๊มเบรค(Drum Brakes)

 

8. สลับยาง ยางหน้าและยางหลัง มีอัตราการสึกหรอไม่เท่ากัน เพราะยางหน้าต้องทำหน้าที่เลี้ยว บิด เสียดสีกับพื้น

ดังนั้นเมื่อมีโอกาสในการเปลี่ยนผ้าเบรคควรสลับยางหน้าและหลังด้วย

 

9. ตรวจสภาพโช๊คอัพ โช๊คอัพเป็นส่วนสำคัญในการลดการเต้นของตัวรถ ดังนั้นเมื่อรถต้องพบกับถนนที่ขุขระของเมืองไทย

ย่อมเกิดอาการเสื่อมเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะด้านคนขับ เพราะต้องรับน้ำหนักคนขับอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนโช๊คตามระยะ

ช่วยให้เข้าโค้งได้มั่นใจยิ่งขึ้น ลดอาการเต้นของรถเมื่อเจอเนินสะดุด วิธีการตรวจสอบโช๊คอัพง่ายๆ ให้สังเกตเวลาขับรถ

หากตัวรถมีอาการเต้น หรือโยนมากผิดปกติ ต้องสงสัยว่าโช๊คอัพเราเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว หลังจากนั้นเราสามารถทดสอบได้

โดยการกดที่ฝากระโปรงหน้าสำหรับโช๊คหน้า ฝากระโปรงหลัง สำหรับโช๊คหลัง กดลงแรงๆแล้วปล่อย เพื่อดูอาการเต้น

นอกจากนั้นเรายังสามารถสังเกตน้ำมันที่รั่วออกมาจากตัวโช๊คได้ ตามซีลยางต่างๆไม่ควรมีน้ำมันรั่วหรือซึมออกมา

 

10. ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนกรองอากาศเครื่องยนต์ การจุดระเบิดในเครื่องยนต์จำเป็นต้องใช้อากาศด้วย แต่อากาศเอง

ก็อาจมีฝุ่นละอองซึ่งทำอันตรายเครื่องยนต์อย่างมาก ดังนั้นผู้ผลิตรถยนต์จึงผลิตกรองอากาศเพื่อให้อากาศที่เข้าสู่เครื่องยนต์

จะได้สะอาด แต่กรองอากาศมีข้อจำกัดคือสามารถตันได้ อาการคือเครื่องจะเริ่มไม่เดินเพราะอากาศเข้าไปยังเครื่องได้น้อย

ควรทำความสะอาดทุกๆ 1 - 2 เดือน หากหมดอายุการใช้งานแล้วควรเปลี่ยนอันใหม่ ซึ่งมีราคาไม่แพง

ความคิดเห็น

เยี่ยมเลยคับ แบบนี้ต้องลองเอาไปเช็คบ้าง ถึงว่ารถเหยียบไม่ขึ้น
แสดงความคิดเห็น